witwis

008: จบ Sideway เริ่มขาลง?

Posted in Economics by witwis on September 22, 2011

22 กันยา Set ลง 39 จุด -3.79% หลังจาก Sideway Up มาตั้งแต่ต้นปี ค่าเงิน USD/THB +ติดกันหลายวันมาที่ 30.8 อเมริกาออกมาตรการ Operation Twist

Operation Twist คือการขาย Bonds ระยะสั้น แล้วซื้อ Bonds ระยะยาว ทำให้ %ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลง และ %ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นเพิ่มขึ้น
OT ต่างกับ QE3 ตรงที่ OT ไม่ได้มีการเพิ่มเงินเข้ามาในระบบ ทำให้เงินดอลลาร์แข็ง (เพราะไม่พิมพ์เงินเพิ่มแล้ว) ทองลง(เพราะดอลลาร์แข็ง) การทำ Operation Twist เป็นเหมือนการปรับพอร์ตเฉยๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นในระยะยาว เพราะ % ผลตอบแทนพันฐบัตรระยะยาวที่ลดลง ทำให้ต้นทุนเงินทุนลดลงด้วย แต่ดูเหมือนว่านักลงทุนสถาบันจะไม่เห็นด้วยเท่าไร และเอาเงินออกไปซื้อ/ขาย พันฐบัตรก่อนรัฐฯ เพื่อรอเก็งกำไรจากมาตรการนี้กันหมด ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นมาจึงทำให้สกุลเงินต่างๆมีค่าลดลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ต่างชาติจึงจำเป็นต้องถอนเงินออกจากตลาดหุ้นไทยอีกต่อนึง เพื่อลดการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน

แต่ถ้าคืนนี้ อเมริกามีอะไร Surprise อีก และต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทยพรุ่งนี้ คือเกิดเหตุการณ์คล้ายๆกับที่ผมเขียนไว้วันที่ 29 มิถุนายน นั่นคือ Set จบการปรับฐานแล้วครับ (T_T ของหลุดกระจาย) แต่คิดว่าคงเป็นไปได้ยาก เพราะวันนั้นหุ้นแดงไม่ทุกกลุ่ม แต่วันนี้ตอนสิ้นวันหุ้นแดงทุกกลุ่มครับ แม้แต่กลุ่มที่วันๆนึงแทบไม่มีการซื้อขาย และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ล่าสุดได้ยินว่าคนขับแทกซี่ก็เล่นหุ้น!? แต่ถ้ามองด้าน Technical บางตัวก็ยังไม่เสียรูปขาขึ้นนะ

007 : ต่างชาติกลับมาซื้อ

Posted in Uncategorized by witwis on June 29, 2011

วันที่ 27 มิถุนายน เป็นวันที่ USD/THB พุ่งแรงไป 30.9 +%กว่าๆ QE3 ก็ไม่มีแล้ว SET ปิดต่ำว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันและต่างชาติขาย เป็นวันที่สถานการณ์ไม่ดีที่สุด แต่…

วันถัดมาเหตุการณ์กลับเป็นคนละเรื่อง ถึงแม้จะไม่มี QE3 แต่ทาง FED ก็ยังซื้อ Treasury Bond อยู่ดี (อ่าวทำไมไม่เรียกเป็น QE3 ไปเลยล่ะ) โดยซื้้อเป็นจำนวนที่น้อยลงกว่าเดิม
ในขณะที่หุ้นกลับไม่ลงไปต่ำกว่าเมื่อวาน และมาวันนี้จบวันด้วยต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 2000+ Set ไปเกือบ 2% นำมาด้วยกลุ่ม Big cap

จะเป็นแค่ window dressing หรืออะไรก็ไม่อาจคาดได้ แต่ก็ยังดีกว่ามันทำแบบนี้แล้วขึ้นต่อโดยที่ไม่มีเราอยู่ครับ

006: ไม่มี QE3 หรือทองจะเลิกแพงแล้ว?

Posted in Economics by witwis on June 26, 2011

วันที่ 22 มิถุนายน 2011 Bernanke บอกว่าจะไม่มี QE3

http://www.businessinsider.com/wake-up-bernanke-is-saying-theres-no-qe3-2011-6

หลังจากวันนั้น ทองก็ร่วงลงมาจากแถว 1540$ ลงมา 1500$ ภายในเวลาสองวัน

หากดูจากกราฟราคา วันที่ 24 ที่ผ่านมาเป็นวันแรกที่ราคา New low โดยย่อตัวต่ำกว่าการย่อตัวครั้งก่อน
รวมทั้งราคาก็หลุดแนวรับมาก่อนแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ หรือทองจะเลิกแพงแล้ว?

หากวัดจากพิ้นฐานแล้ว ราคาทองที่ผ่านมาเป็นราคาเก็งกำไรที่คาดหวังว่า เงินดอลลาหจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีผลจากมาตรการ QE2 แต่เมื่อ QE2 จะหมดสิ้นดือนนี้ และยังไม่มีทีท่าว่าจะมี QE3 ทำให้คิดได้ว่าราคาทองจะไม่พุ่งกระฉูดเมื่อที่ผ่านมาอีกแล้ว เงินจึงเริ่มย้ายการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ส่งผลให้ราคาลงแรงในช่วงเวลาสองวัน

รายย่อยตามเว็บบอร์ดเริ่มเข้ามาเก็บทองอีกครั้ง แต่รอบนี้จะเหมือนเดิมหรือเปล่า เพราะสิ่งที่ต่างรอบก่อนๆคือ ครั้งนี้ไม่มี QE3 โดยมีบางท่านบอกว่าตอนนี้เขารอปิดงวดครึ่งปีก่อน เนื่องจากทาง JPM Short Silver ไว้มากที่ราคา 46$ หากรีบปล่อยข่าว QE3 จะทำให้ JPM ขาดทุนมหาศาล อย่างไรก็ตามหากสหรัฐ ไม่มีมาตรการอะไรออกมา คิดว่าเราคงได้เห็นราคาทองเป็นขาลงแล้วครับ หลังจากเก็งกำไรกันมาสุดๆ

005: ทำไมทองถึงแพง?

Posted in Economics by witwis on May 4, 2011

ผมเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าทองไม่น่าจะมีราคาได้ถึงขนาดนี้ เนื่องจากถ้าเทียบกับหุ้นแล้วทองไม่ได้มีคุณค่าหรือสร้างประโยชน์อะไรที่จับต้องได้ และไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตเลย เพราะคุณสามารถเกิดมาและอยู่จนตายโดยไม่ต้องใช้ทอง ในขณะที่หุ้นของบริษัทต่างๆที่ผลิตของกินของใช้นั้น เราใช้กันเป็นประจำทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นน้ำมัน ไฟฟ้า ข้าว เนื้อสัตว์ บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆอีกมากมาย

และเมื่อดูกราฟราคาทองในอดีตแล้ว พบว่ามีช่วงหนึ่งที่ราคาทองตกต่ำเป็นเวลานานมากกว่า 20 ปี คนที่ซื้อทองช่วงนั้นจะมีแต่ขาดทุนไปตลอดชีวิตการทำงานเก็บเงินของเขา ในขณะที่หุ้นนั้น ถ้าเป็นบริษัทที่มีกิจการดีจริง ไม่ว่าเศรษฐกิจแย่แค่ไหน หากทนถือไว้สัก 10 ปียังไงก็ต้องกำไรอย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่ผมมองข้ามไปก็คือ กระแสของนโยบายทางการเงินของต่างประเทศ และการมองว่า “ทอง” เป็น “วัตถุที่ใช้ในการแลกขายซื้อเปลี่ยน” ชนิดหนึ่ง ไม่ใช่มองแค่ว่าเป็นสิ่งของที่ต้องมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต

กระแสนโยบายทางการเงินต่างๆในสมัยนี้ หากประเทศใดประสบปัญหามีหนี้เป็นจำนวนมาก มักใช้วิธีการ “พิมพ์เงิน” ขึ้นมา ขนาดมีตัวอย่างแบบ “ซิมบับเว” ที่เงินเฟ้อมากจนคนต้องแบกแบงค์เป็นกระเป๋าไปจ่ายตลาด แต่สหรัฐก็ยังใช้วิธีการเดียวกันในการแก้ปัญหาวิกฤิตซับไพรม์ของตัวเอง คือพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อเงินมีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ ในขณะสิ่งที่ของอื่นๆที่ต้องใช้ “เงิน” แลกเปลี่ยนนั้นมีจำนวนเท่าเดิม นั่นแสดงว่าสิ่งของอื่นๆเหล่านั้น จะมี “ค่าที่ต้องใช่เงินแลก” มากขึ้น เพราะอยู่ดีๆเงินในระบบก็เพิ่มขึ้นเองโดยการใช้นโยบายบังคับอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้เพิ่มขึ้นโดยกลไกตลาดตามปกติ

นักเก็งกำไรก็เลยมองว่า ในเมื่อเงินมีคุณค่าลดลง ไม่จำกัดเฉพาะเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นสิ่งที่เป็น “วัตถุที่ใช้ในการแลกขายซื้อเปลี่ยน” อีกชนิดนึงที่ไม่สามารถ “ผลิตขึ้นมาได้ตามใจ” อย่าง “ทอง” จะมีค่ามาก ถ้าประเทศต่างๆยังเห่อการใช้วิธีปั๊มเงินปลดหนี้ไปเรื่อยๆนั่นเอง

ยังมีอีกอย่างที่ส่งผลเสริมให้ราคาทองมีราคามากขึ้นไปอีกคือ เครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า “สัญญาซื้อขายล่วงหน้า” ของทอง หรือที่ในไทยเรียกว่า Gold Futures

Gold Futures ในไทยนั้นทำให้คนทั่วไปสามารถซื้อทอง 50 บาท (ประมาณ 1 ล้านบาท) โดยลงเงินไปแค่ประมาณ 60,000 บาทเท่านั้น ซึ่งทำให้เงินมีอำนาจซื้อมากกว่าความเป็นจริงถึง 15 เท่า (จริงๆเรามีเงินแค่ 60,000 บาท แต่เรากลับมีแรงซื้อทองเป็นจำนวนเงินได้ถึง 1 ล้านบาท)  ในขณะที่สมัยก่อนถ้าจะซื้อทองเท่าไร ก็ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน ส่งผลให้ราคาตลาดของทอง จะบิดเบือนผันผวนไปจากความเป็นจริงพอสมควร ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ จะเกิดขึ้นเรื่อยๆในประเทศที่กำลังพัฒนาอีกหลายๆประเทศ

ดังนั้นสำหรับช่วงนี้ผมมองที่ว่า สหรัฐฯ ว่าจะมีมาตรการ QE3 ออกมาหรือเปล่า ถ้าไม่มีออกมาอีก ราคาทองอาจจะพักตัวแถวๆนี้เป็นเวลานาน เพื่อให้คนกลุ่มที่มีทองมาก ขายทองออกได้ราคา และกลับไปสะสมสกุลเงินหรือสินทรัพย์อื่นๆ เหมือนเดิม แต่ถ้า QE3 ออกมาอีก หรือมีประเทศอื่นๆใช้นโยบายปั็มเงินอีก ราคาทองก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ

จำนวนเงินที่เหมาะสมที่สุดของการเดิมพัน

Posted in Money Management by witwis on February 22, 2011

นักวิทยาศาสตร์ John Larry Kelly, Jr. ได้คิดค้นวิธีการวางเงินเดิมพันที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการลงทุนหลายๆครั้ง ที่มีความน่าจะเป็นที่จะชนะและแพ้ และอัตราผลตอบแทนเท่ากันทุกครั้ง

วิธีการนี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในการลงทุนในตลาดการเงิน และมีนักพนันไปใช้ในการเล่น Black Jack แบบนับไพ่จนทำให้ Casino แห่งนั้นไม่ให้เข้าไปเล่นอีก อีกทั้งนักลงทุนชื่อดังอย่าง Warren Buffet ก็ใช้ Kelly formula ในการตัดสินใจขนาดของเงินของการลงทุน (ที่มาจาก Wikipedia)  วิธีการนี้มีชื่อว่า Kelly criterion หรือ Kelly formula

%เงินเดิมพันที่เหมาะสม = ค่าคาดหวัง / ผลตอบแทนสูงสุดจากการเดิมพัน (Edge/Odds) * 100

ยกตัวอย่างเช่นเรื่องโยนเหรียญในบทความที่แล้ว ที่เราใช้ทดลองในการหาว่าใครเป็น นายโชคดี และนายโชคร้าย แต่คราวนี้จะกำหนดให้ผลตอบแทนต่างกันคือ ถ้าเหรียญออกหัวผู้เล่นจะได้เงิน 1.3 เท่าของเงินเดิมพัน หรือถ้าออกก้อยผู้เล่นจะต้องเสียเงินเดิมพันนั้น

ขั้นแรก เราต้องหาค่าคาดหวังของการโยนเหรียญชนิดนี้ก่อน
ค่าคาดหวัง (Edge) = (ความน่าจะเป็นที่จะออกหัว*ผลตอบแทนที่จะได้รับ) + (ความน่าจะเป็นที่จะออกก้อย*ผลตอบแทนที่จะได้รับ) = (0.5*1.3) + (0.5*(-1)) = 0.15
ผลตอบแทนสูงสุดจากการเดิมพัน (Odds) = 1.3

ดังนั้น % ของเงินเดิมพันที่เหมาะสมสำหรับการโยนเหรียญนี้คือ 0.15/1.3 *100 = 11.53%

ด้วยความสงสัยของผู้เขียน ว่ามันเป็น % ที่ดีเหมาะสุดจริงๆหรือแค่ใช้การคำนวณทำให้ดูหรูหรา ผู้เขียนจึงทำการจำลองผู้เล่น 4 คนขึ้้นมา โดยให้ผู้เล่นทั้ง 4 คนมีเงินคนละแสน

คนแรกลงเงินเดิมพันตามวิธีของเคลลี่ครั้งละ 11.53% ของเงินหน้าตัก
คนที่สองลงเงินเดิมพันน้อยกว่าที่เคลลี่แนะนำ 10% ของเงินหน้าตัก
คนที่สามลงเงินเดิมพันมากกว่าที่เคลลี่แนะนำ 30% ของเงินหน้าตัก
และคนสุดท้ายลงเงินเดิมพันด้วยจำนวนเท่ากันตายตัวทุกครั้ง ครั้งละ 1000

โดยให้โปรแกรมทำการสุ่มโยนเหรียญพันครั้ง เพื่อเปรียบเทียบเงินหน้าตักที่เหลือของทั้ง 4 คนได้ผลออกมาดังนี้

ในช่วงโยนเหรียญ 80 ครั้งแรกเหรียญออกหัวมาก คนที่ลงเงินเดิมพัน 30% (เส้นเขียว) กำไรโตเร็วที่สุด แต่พอหลังจากนั้นแล้ว เหรียญออกก้อยมากกว่า ทำให้เส้นเขียวนั้นหายไปจากกราฟเลย เงินหน้าตักไม่โงหัวขึ้นมาสักครั้งจนจบ

ในขณะที่คนที่ลงทุนตามวิธีของเคลลี่นั้น ช่วงครั้งที่ 500 เป็นช่วงที่เหรียญออกหัวบ่อยกว่า เป็นคนที่มีกำไรมากที่สุด และภายหลังแม้การออกก้อยของเหรียญกลับมาเยอะขึ้น ก็ยังพอมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ เมื่อเทียบกับเส้นสีม่วง ที่ลงเงินแบบปกติด้วยจำนวนเท่ากันทุกครั้ง

หลังจากการทดลองหลายๆครั้ง ผู้เขียนสรุปได้ว่า ถ้าการสุ่มนั้นมีแนวโน้มออกหัวติดกันพอๆกับการออกก้อย คือโชคดีและโชคร้ายเท่ากัน วิธีของเคลลี่จะเหมาะสมที่สุด แต่ถ้าการสุ่มนั้นมี โชคร้ายมากกว่าโชคดี วิธีการลงเงินเดิมพันด้วยเงินน้อยกว่าวิธีของเคลลี่ จะได้เงินเยอะกว่าในตอนจบ และถ้าการสุ่มนั้นมีโชคดีมากกว่าโชคร้าย การเดิมพันด้วยเงินมากกว่าเคลลี่นิดหน่อยจะเป็นผู้ชนะ ในขณะที่การลงเงินเดิมพันมากเกินไป ไม่ว่ากรณีไหนไม่มีทางที่จะอยู่รอดจนจบได้เลย วิธีของเคลลี่จะเหมาะสมที่สุดในระยะยาวมากๆ เพราะเหรียญจะออกหัวสลับกับการออกก้อยใกล้เคียงกับความน่าจะเป็นด้วยกฎของความบ่อย

การลงทุนระยะสั้น

Posted in Short-Term Investment by witwis on February 20, 2011

การลงทุนระยะสั้น ทำง่าย กำไรมาก แต่จะความไม่แน่นอนสูง  เพราะราคาหุ้นในระยะสั้น มีที่มาจากการตัดสินใจการลงทุนของเจ้าของเงินจำนวนมากรวมกัน ซึ่งการตัดสินใจของแต่ละเจ้าของเงินมักจะไม่ไปในทางเดียวกันสักเท่าไหร่ เนื่องจากมีที่มาหลากหลายที่ผู้ลงทุนใช้ในการตัดสินใจ ทั้งจากข่าวภายในภายนอก ข่าวทั่วไป ข่าววงใน การเล่นตามยอดซื้อขายสิ้นวัน การดูตลาดเพื่อนบ้าน ความศรัทธาในตัวบริษัท,ผู้บริหาร กระแสของผู้ลงทุนในเว็บบอร์ด รวมถึงกลุ่มผู้ลงทุนในระยะยาว จึงเป็นไปได้ยากมาก ที่เราจะสามารถคาดการณ์ “ทิศทาง” ของตลาดหุ้นในระยะสั้นได้อย่างแม่นยำอยู่ตลอดเวลา

ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักจะลงเงินโดยคาดหวังกับ การทำนายทิศทางในอนาคตของตนเองมากเกินไป พอถึงเวลาที่ตลาดไม่เป็นไปตามคาดแล้ว ทำให้ทำอะไรไม่ถูก และตัดสินใจผิดอย่างต่อเนื่อง จนเงินทุนร่อยหรอลงไปโดยไม่รู้ตัว วังวนของนักลงทุนเหล่านี้ มักจะตัดสินใจถูกติดกันหลายๆครั้งจนเกิดความมั่นใจ พอลงเงินมากขึ้น แล้วตัดสินใจผิดเพียงครั้งเดียว ส่งผลทำให้กำไรที่ได้มาหายไปอย่างรวดเร็ว

ความจริงแล้ววิธีการลงทุนในระยะสั้นที่ถูกต้อง จะไม่ให้ความสำคัญกับผลของการ “ทำนาย” ทิศทางตลาดมากเกินไป (แต่ยังมีความสำคัญอยู่) แต่จะเป็นการวางแผนรองรับไว้ทั้งสองทิศทาง ถ้าตลาดขึ้นจะทำอย่างไร ตลาดลงจะทำอย่างไรมากกว่า

การลงทุนระยะสั้นมีวิธีการลงทุนมากมายหลายแบบ และมีเรื่องที่ให้ศึกษามาก เรื่องที่สำคัญของการลงทุนระยะสั้นหลักๆคือ การบริหารเงินหน้าตัก (Money Management), จิตวิทยา, ความน่าจะเป็น และสถิติ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ คือหลักการที่เขาเอาไว้ใช้ในการเล่นพนันนั่นเอง

รูปภาพเปรียบเทียบการพนันกับการลงทุนระยะสั้น

การลงทุนระยะยาว

Posted in Long-Term Investment, Stock by witwis on February 20, 2011

การลงทุนระยะยาวนั้นมักถูกเข้าใจผิดอยู่เสมอ คนส่วนใหญ่มักจะซื้อหุ้นที่ศึกษามาแล้วว่ามีแนวโน้มดีในระยะยาว แต่กลับขายก่อนกำหนด เพราะมีปัจจัยระยะสั้นมากระทบ หรือบางทีก็รอจังหวะซื้อ โดยหวังว่าให้ราคาต่ำลงมามากๆก่อน ซึ่งความหวังนี้เป็นการหวังว่าจะมีปัจจัยระยะสั้นมากระทบ ไม่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนในระยะยาวเลย

การลงทุนระยะยาวที่ดีที่สุดนั้น คือ “ซื้อ” ได้ทุกเวลาไม่ต้องรอตลาดตกต่ำ และไม่มีการ “ขาย” เลยจนกว่าปัจจัยระยะยาวนั้นๆจะหมดไปหรือกำลังจะหมด การขายก่อนถึงเวลาที่สมควรหรือการรอซื้อเพียงหวังว่าตลาดจะตกต่ำนั้น อาจทำให้คุณพลาดโอกาสเวลาที่ราคาหุ้นขึ้นอย่างก้าวกระโดดโดยไม่รู้ตัวก็ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกทีราคาหุ้นก็ทะยานไปไกลแล้ว

หุ้นที่เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว มักจะเป็นหุ้นที่มี PE สูงกว่ากลุ่มอื่น (15-25 เท่า) ติดต่อเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากว่าบริษัทเหล่านี้ ได้ยืนยันความสามารถในการเติบโตของตัวเองแก่นักลงทุนแล้ว โดยมีผลงานในอดีตเติบโตต่อเนื่องมากกว่า 15% โดยเฉลี่ย สำหรับบริษัทที่ยังไม่มีผลงานในอดีตมาก ก็จำเป็นที่จะต้องดูลักษณะธุรกิจนั้นๆ และแผนการลงทุนในอนาคต (3-5 ปีเป็นอย่างต่ำ) ที่ชัดเจนเป็นหลักแทน

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ ลักษณะของธุรกิจนั้นๆ สามารถเกาะกระแส Mega Trend ของโลกได้ จะทำให้บริษัทเหล่านั้นมีโอกาสเติบโตอย่างมั่นคงเลยทีเดียว

ลินช์ กล่าวไว้ว่า หุ้นสองตัว ตัวแรก PE 20 เท่าตัวที่สอง PE 5 เท่า แน่นอนว่าตัวที่มี PE น้อยกว่าเป็นตัวที่มีราคาถูกกว่า แต่ถ้าพูดถึงในแง่ของการเติบโตแล้ว ตัวแรกเติบโต 20% ต่อปี ตัวที่สองเติบโต 5% ต่อปี จ่ายปันผล 10% ต่อปี สุดท้ายแล้วผลตอบแทนจาก Capital Gain ของตัวแรกจะมากกว่า โดยไม่ต้องมีปันผลเลยด้วยซ้ำ (แต่บางครั้ง ตัวที่เคยมี PE 5 อาจมี PE เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากบริษัทนั้นสามารถทำผลประกอบการได้ดีขึ้นติดต่อกันจนสามารถพิสูจน์ต่อนักลงทุนได้ว่า PE 5 มันน้อยไปแล้วนะ)

ข้อดีของการลงทุนระยะยาวคือ เป็นการลงทุนที่ง่าย ใช้เวลาศึกษาและติดตามน้อย โอกาสผิดพลาดน้อย ในขณะที่ข้อเสียก็คือ ในระยะสั้น อาจได้กำไรน้อยกว่าการลงทุนแบบอื่นๆ แต่สุดท้ายในระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนมีแนวโน้มดีกว่าอย่างแน่นอน

รูปภาพเปรียบเทียบการลงทุนระยะสั้นกับการลงทุนระยะยาว

ลงทุนอย่างไร เมื่อเผชิญกับโชคร้าย

Posted in Money Management by witwis on February 19, 2011

แค่ได้ยินคำว่าการพนัน พวกเราคงรู้กันอยู่แล่วว่ามันเสี่ยง และเป็นหนทางแห่งการหมดตัว แต่ความจริงแล้วนั้น เหตุผลของการหมดตัวคือการเล่นที่ “เกินตัว” เพราะคนส่วนใหญ่ ต้องการกำไรเป็นกอบเป็นกำเร็วๆ การลงทุนก็เช่นกัน การลงทุนด้วยความมั่นใจที่มากเกินไป หรือความโลภนั้น อาจทำให้เงินเราหมดได้ในเวลาไม่นาน ดังในนิทานชาดก “โลภมากลาภหาย”

ก่อนอื่น อยากให้เราทุกคนเข้าใจว่า การลงทุนทุกชนิด มี “โชค” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอโดย “โชค” นั้นสามารถอธิบายได้ด้วยกราฟการสุ่มเหรียญหัวก้อยแบบง่ายๆ

สมมุติให้มีการพนันอย่างนึง ผู้เล่นวางเงิน 1 บาท ถ้าเหรียญออกหัวจะชนะและได้เงินเท่ากับที่วางเงิน คือ 1 บาท ถ้าเหรียญออกก้อยก็เสียเงิน 1 บาท

ดังนั้นโดยหลักการแล้ว ผู้เล่นควรจะมีเงินเท่าเดิม หรือไม่ต่างจากเดิมมาก แต่เรามาดูกราฟจำลองการโยนเหรียญพันครั้งกันดีกว่า โดยกำหนดให้เงินเริ่มต้นมี 100 บาท ลงเงินครั้งละ 1 บาท

คนแรกนั้นโยนเหรียญพันครั้ง มีเงินลดลงไปถึงกว่า 20 %
คนที่สอง มีเงินเพิ่มถึง 20% หลังจากโยนเหรียญพันครั้ง และยังเคยมีช่วงที่มีเงินเพิ่มถึง 40% ในการโยนเหรียญครั้งที่ประมาณ 600

จากผลการเล่นพันครั้งของทั้งสองคน เราจะเรียกคนแรกว่าเป็น “นายโชคร้าย” และคนที่สองเป็น “นายโชคดี” เพราะทั้งๆที่เป็นการพนันที่มีกติการเหมือนกัน โอกาสชนะเท่ากัน รวมถึงการโยนเหรียญก็เป็นการสุ่มจากคอมพิวเตอร์ และผู้ทำการจำลองเหตุการณ์ ก็ไม่ได้ใช้วัตถุมงคล หรือทำพิธีเสริมดวงใดๆทั้งสิ้นในการสุ่มให้คนที่สอง หรือทำพิธีสาปแช่งในการสุ่มให้คนที่หนึ่ง

แต่เงินที่เหลือกลับแตกต่างกันอย่างมาก นายโชคดี มีเงินเหลือมากกว่า นายโชคร้าย ถึงเกือบเท่าตัว ความแตกต่างนี้จึงเป็นเรื่องของโชคเท่านั้น

ดังนั้นแล้ว โชคจึงมีผลต่อผลตอบแทนของการลงทุนอยู่มากพอสมควรเลยทีเดียว

ถามว่าจะทำอย่างไรถึงไม่ให้หมดตัว กรณีโชคร้ายสุดๆแพ้ติดกันร้อยครั้ง
นักคณิตศาสตร์ให้คำตอบได้ว่า ก็กำหนดจำนวนเงินเดิมพันเป็น % ของเงินที่เรามีสิ ถ้าเราทำแบบนี้ ถึงแพ้ร้อยครั้งติดกัน (ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก สำหรับการโยนเหรียญ) เงินเราก็ไม่หมด

เช่น เรากำหนดว่าจะลงเงิน 10% ของเงินลงทุนที่เหลืออยู่ทุกครั้ง เงินเริ่มต้น 1000 เริ่มเล่นครั้งแรก 10% คือ 100 ถ้าครั้งแรกแพ้ ทุนเราก็เหลือ 900 ครั้งที่สองเราก็ลง 10% คือ 90… ไปเรื่อยๆ
กราฟข้างล่างเป็นการจำลองให้ครั้งที่ 1-100 แพ้ติดกันตลอด และครั้งที่ 101-210 ชนะติดกันตลอด


จากกราฟ หลังจากแพ้ 100 ครั้งแรกแล้ว เงินเหลือเพียง 0.029 บาท หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วมันต่างอะไรกับหมดตัว?

ความจริงแล้วต่างกันอย่างมาก เพราะเรายังมีเงินเหลืออยู่ และเราสามารถเล่นต่อไปได้ด้วยเงื่อนไขเดิมคือ 10% ของเงินลงทุน และถ้าโชคเรากลับคืนมา 110 ครั้งต่อไปชนะติดกัน เพื่อกลับเข้าสู่ความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญ เราก็ได้กำไรกลับคืนมาในที่สุด

ในขณะที่ถ้าเราลงเท่ากันตลอด ครั้งละ 100 แพ้ติดกันแค่ 10 ครั้งก็หมดตัวแล้ว
ดังนั้น กลยุทธนี้จึงเป็นการต่อสู้กับโชคร้ายนั่นเอง

พอถึงตอนนี้อาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะกำหนดลงเงินเป็น % เท่าไรจึงเหมาะสม ในตอนต่อไปจะมาพูดถึงวิธีที่ดีที่สุด สำหรับคำนวน % เงินที่จะลงทุน

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.